เว็บไซต์ให้ความรู้แม่และเด็ก

คู่มือ แม่และเด็ก ตั้งแต่ การตั้งครรภ์ อาการคนท้อง ตั้งชื่อลูก ตามวันเกิด พัฒนาการของลูกน้อย โรคของเด็ก รวมทุกเรื่องน่ารู้ของเกี่ยวกับเด็ก

พัฒนาการด้านการพูด

เด็กพูดช้า
     ปัจจุบันปัญหาเด็กพูดช้า  เป็นปัญหาที่พบบ่อยมากปัญหาหนึ่งในคลินิกพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก  
     การพูดเป็นวิธีที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารเพื่อบ่งบอกถึงความคิดความรู้สึกของแต่ละคน
เด็ก เล็กๆที่ยังไม่มีภาษาพูดจะใช้กิริยาท่าทางเพื่อบอกความต้องการของตนเอง  ในขณะเดียวกันก็จะเริ่มมีพัฒนาการทางภาษาทั้งทางด้านการเข้าใจภาษา ( Receptive language)และการใช้ภาษา ( Expressive language) มากขึ้นตามวัย


พัฒนาการด้านการพูดในเด็กปกติ


แรกเกิด      ร้องไห้ หยุดฟังเสียงที่คุ้นเคย
1  เดือน      ทำเสียงในคอ
2  เดือน      ฟังเสียงที่คุยด้วยและหันหาเสียง
4  เดือน     ส่งเสียงอ้อแอ้  ตอบ หัวเราะเสียงแหลมรัวเวลาดีใจหรือสนุก
5  เดือน      หันหารเสียงเรียก   เล่นน้ำลาย  ส่งเสียงได้หลายเสียง
9  เดือน     ฟังภาษาพอรู้เรื่อง  เข้าใจสีหน้า  ท่าทางได้ รู้จักชื่อตัวเอง
12 เดือน    เรียกพ่อแม่ หรือพูดคำโดดที่มีความหมายชัดเจน   ทำตามคำบอกที่มีท่าทางประกอบได้
15 เดือน    ชี้ส่วนต่างๆบนใบหน้าตามคำบอกได้
18 เดือน    ชี้รูปภาพตามคำบอก  พูดคำโดดได้ประมาณ  10 คำ
2  ปี         พูด 2-3 คำติดกันอย่างมีความหมาย   บอกชื่อตัวเองและของที่คุ้นเคยได้
3  ปี        เล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟังและสามารถเข้าใจได้ครึ่งหนึ่ง
4  ปี        ร้องเพลง  ตอบคำถาม  เล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟังได้เข้าใจทั้งหมด  รู้จักสี 4 สี
5  ปี        รู้จักซ้ายขวา  นับ 1-20  ถามคำถามเกี่ยวกับความหมายและเหตุผล
6  ปี        นับ 1-30 บอกความแตกต่างของสิ่งของ 2 อย่างได้
7  ปี        บอกในวันสัปดาห์  เปรียบเทียบขนาดใหญ่เล็ก  บวกเลขง่ายได้

พัฒนาทางภาษาล่าช้าที่ควรได้รับการประเมิน
อายุ                       พฤติกรรม
0-4 เดือน                ไม่ตอบสนองต่อเสียงในช่วงที่กำลังตื่นดี
5-7 เดือน                ส่งเสียงน้อย  หรือไม่ส่งเสียงอ้อแอ้
8-12 เดือน              ไม่หันหน้าเสียง  ไม่เล่นน้ำลาย  หรือไม่ทำเสียงพยัญชนะอื่นนอกจาก “อ”
18  เดือน                ไม่เข้าใจหรือทำตามคำสั่งง่ายๆ
2  ปี                      ไม่พูดคำที่มีความหมาย
2 ปีครึ่ง                   ไม่พูด 2
3  ปี                      ภาษาที่เด็กคนอื่นฟังไม่เข้าใจเป็นส่วนใหญ่  ไม่พูดเป็นประโยค
4  ปี                      ยังพูดติดอ่าง
7  ปี                      ยังพูดไม่ชัดทุกเสียง

สาเหตุของเด็กพูดช้า
     ความพิการทางสมองและระบบประสาท  หรือสติปัญญาหรือสติปัญญาบกพร่อง  เช่น  การขาดออกซิเจนเมื่อแรกเกิด
ระบบ ประสาทพิการตั้งแต่แรกเกิด  การมีสารเหลืองมากเกินไปจนทำลายสมอง  การใช้เครื่องช่วยหายใจ  ตั้งแต่แรกเกิดสมองพิการหลังอุบัติเหตุ  เป็นต้น
ความบกพร่องทางการได้ยิน  เช่นหูหนวกแต่กำเนิด  หูอักเสบเรื้อรัง  ความพิการของหูและใบหน้า  การติดเชื่อระหว่างตั้งครรภ์
กลุ่มโรคของความผิดปกติทางพฤติกรรม  เช่น  กลุ่มอาการออทิสติก
พัฒนาการ ทางภาษาผิดปกติ  มีหลายประเภท เช่น  ปัญหามีคำศัพท์จำกัดใช้ไวยากรณ์ไม่ถูกต้อง  บกพร่องในการออกเสียงใช้เสียงนำภาษาไปใช้ให้เหมาะสมตามสถานการณ์  เป็นต้น
สิ่ง แวดล้อมและการเลี้ยงดู  เช่น พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูขาดปฏิสัมพันธ์กับเด็ก  อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างโดยที่เด็กไม่ต้องรอขอ  การดูทีวี  การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์มากเกินไป  ทำให้เด็กอยู่ในโลกส่วนตัว  อยู่ลำพังหรือเล่นคนเดียวก็สนุกได้ไม่จำเป็นจะต้องสื่อสารพูดคุยกับบุคคล อื่น
การตรวจวินิจฉัย

การซักประวัติ
     ถามประวัติตั้งแต่การตั้งครรภ์  การคลอดและการเจ็บป่วยหลังคลอด  และการเลี้ยงดูความสัมพันธ์ในครอบครัว  ภาวะความผิดปกติในครอบครัว  เช่น  การพูดช้าหรือพูดผิดปกติ  หูหนวก  เป็นใบ้  ประวัติโรคลมชัก  อุบัติเหตุ   การใช้ยา  ประวัติการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านอื่นๆ
การตรวจร่างกาย


     ความผิดปกติของรูปร่างหน้าตา  การเจริญเติบโต  การได้ยินเสียง  อวัยวะที่ใช้ในการพูด  เช่น  การขยับปากและลิ้น  การหายใจ  การตรวจร่างกายระบบประสาท

การประเมินพัฒนาการ
     การมองหน้าสบตา  การเล่น  การซน  อยู่ไม่นิ่ง  การฟังคำสั่งพฤติกรรมก้าวร้าว  เล่นเสียงแปลกๆพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว  การใช้มือและสายตา  การช่วยเหลือตัวเองและสังคม  สังเกตความสัมพันธ์ของเด็กและครอบครัว  

การตรวจพิเศษ
     ขึ้นกับผลการตรวจข้างต้น  ควรตรวจวัดการได้ยิน  เช่น Audiogram  brainstem  auditory  evoke  response (BAER)  ถ้าสงสัยว่ามีปัญหาเรื่องการได้ยิน
ในเด็กทารกบางคนจะมีปัจจัยเสี่ยงต่อความผิดปกติของการได้ยิน  ดังนั้นควรทำ Hering Screening  Test  ในเด็กทารกที่มีประวัติต่อไปนี้
•    มีน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า  1500 กรัม
•    มีการติดเชื้อตั้งแต่กำเนิด (Congenital  infection)
•    ตัวเหลืองมากจนต้องถ่ายเลือด
•    มีเยื้อหุ้มสมองอักเสบ  (Bacterail meningitis)
•    ขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง (Severe  asphyxia)
•    มีคนในครอบครัวหูหนวก  หูตึงและเป็นใบ้
•    มีความพิการแต่กำเนิดของช่องหู  ใบหน้า  และลำคอ
•    พ่อแม่สงสัยว่าลูกไม่ได้ยิน
•    ใช้ยาทำลายเส้นประสาทรับเสียง ( Ototoxic  drug)
ส่งตรวจเพิ่มเติมทางระบบประสาท เช่น  คลื่นสมอง( EEG) CT Scan MRI  ส่งตรวจทางพันธุกรรม เป็นต้น

การรักษา
     หลักการสำคัญที่สุดคือ  รีบวินิจฉัยและรีบให้การรักษาตรงตามสาเหตุ  เพราะฉะนั้นพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูควรเอาใจใส่  มีเวลาที่มีคุณภาพกับเด็กเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและสังเกตพฤติกรรมของเด็ก  ทำให้สามารถพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  และเริ่มการตรวจเพื่อการวินิฉัยและรักษาทันที  หากพบความผิดปกติหรือมีความกังวล  ควรปรึกษากุมารแพทย์โดยเร็วที่สุด  พร้อมทั้งกระตุ้นการพัฒนาการโดยการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู  ปิดทีวีเลิกเล่นเกม  พูดคุยกันให้มากขึ้น  เริ่มจากเล่นเสียงง่ายๆ  พยางค์เดียว  สั้นๆชัดเจน บ่อยๆใช้สิ่งที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันทั่วไปเป็นสื่อการกระตุ้นหรือใส่ เครื่องช่วยฟังหากมีความบกพร่องทางการได้ยิน  ควรสังเกตอารมณ์  ของเด็กด้วยเพราะเด็กที่พูดช้าไม่สามารถบอกหรือสื่อความต้องการของตนเองได้  ซึ่งอาจทำให้หงุดหงิด  โมโหง่าย ทำให้เกิดปัญหาทางพฤติกรรมตามาได้  บาครั้งพ่อแม่  ผู้เลี้ยงดู ควรคาดเดาหรือพูดแทนเด็กเพื่อลดความตึงเครียดทางอารมณ์ของเด็ก
     หากได้รับความกระตุ้นแล้วไม่ได้ผล  หรือมีปัญหาทางด้านอารมณ์มาก  ควรส่งต่อให้กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมดูแล รักษาต่อไป

จำนวนผู้เข้าชม : 1478

แสดงความคิดเห็น